Featured

ดีท็อกล้างพิษ ล้างลำไส้ ลดน้ําหนักด้วยเม็ดแมงลัก

เม็ดแมงลัก (ภาษาอังกฤษ Lemon basil) มีสรรพคุณดีท็อกลดน้ำหนัก ดีท็อกลดความอ้วน, เม็ดแมงลัก ล้างลําไส้, เม็ดแมงลัก ลดน้ําหนักลดความอ้วน อยากรู้…คลิกเลย!!!

เชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์เรา..สามารถมีอุจจาระตกค้างในลำไส้ได้มากถึงประมาณ 10กิโลกรัม ซึ่งอุจจาระที่ตกค้างในร่างกายนี้มาจาก Continue reading “ดีท็อกล้างพิษ ล้างลำไส้ ลดน้ําหนักด้วยเม็ดแมงลัก”

6 ไลฟ์สไตล์สาเหตุความอ้วน

การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและยั่งยืน ไม่ควรหักโหมและไม่ควรใช้ยาลดความอ้วน ควรควบคุมแคลอรี่ที่กินในแต่ละวัน แต่ไม่ควรกินอาหารปริมาณน้อยกว่าร่างกายต้องการ เพราะจะเป็นการทำลายระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย และเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์

ผศ.ดร. สุวิมล ทรัพย์วโรบล หัวหน้าภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร(Nutrition and Dietetics) คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ถึงสาเหตุของโรคอ้วน พร้อมอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลพลังงาน ซึ่งมี 6 ปัจจัย ได้แก่ Continue reading “6 ไลฟ์สไตล์สาเหตุความอ้วน”

เจาะลึกมะเร็งรังไข่

มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer) มีสาเหตุจากเนื้อเยื่อในรังไข่และต่อมไร้ท่อเสื่อมสมรรถภาพลง จึงเกิดเป็นเนื้องอก และวินิจฉัยได้ยากว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ก็มักจะลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ

โรคเงียบสำหรับผู้หญิงที่คร่าชีวิตผู้หญิงไปมากมายในแต่ละปี ซึ่งการเกิด มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer) นั้น เป็นเพราะเนื้อเยื่อในรังไข่และต่อมไร้ท่อที่เสื่อมสมรรถภาพลง จึงเกิดเป็นเนื้องอก และวินิจฉัยยากว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่ก็มักจะลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆแล้ว ซึ่งหากตรวจพบเร็วก็จะทำให้มีโอกาสสูงที่จะรักษาได้ และด้วยความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้การรักษาได้ผลมากยิ่งขึ้นทำให้อัตราการรอดมีเพิ่มขึ้น จากแต่เดิมที่หลังจากพบโรคมะเร็งรังไข่แล้ว ผู้ป่วยประมาณ 2 ใน 3 มักจะอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ดังนั้นอัตราการอยู่รอด 5 ปี มีเพียง 20% – 30% เท่านั้น

มะเร็งรังไข่

[green_tick_3_list width=”100%”]

  • สาเหตุและปัจจัย

[/green_tick_3_list]

สาเหตุและปัจจัยของโรคมะเร็งรังไข่นั้น เกิดจากหลายเหตุผล เช่น ปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น การได้รับสารอันตราย เช่น การสูบบุหรี่, การขาดวิตามิน A วิตามิน C และ E, การมีคอลเลสเตอรอลสูงในร่างกาย และการได้รับรังสีก่อประจุ ผงแป้งทัลคัม แร่ใยหิน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ปะปนอยู่ในสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยในปัจจุบันอย่างมาก รวมถึงปัจจัยทางร่างกาย ระดับฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อ ซึ่งความเสี่ยงนั้นหากเป็นหญิงที่ไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์ หรือคลอดบุตร แนวโน้มจะมากขึ้น เพราะเยื่อบุรังไข่ที่ทำให้ไข่ตกนั้นถูกทำลายซ้ำ ๆ ทุกวัน และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคมะเร็งเต้านม, โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งจะมาพร้อมกับมะเร็งรังไข่ และอีกสาเหตุคือ พันธุกรรมซึ่งมีโอกาสมากถึง 25% หากคนในครอบครัวที่เป็นสายเดียวกันเคยเป็นโรคนี้

[green_tick_3_list width=”100%”]

  • ความเสี่ยง

[/green_tick_3_list]

ความเสี่ยงของผู้หญิงที่จะเป็นโรคนี้คือ กลุ่มที่มีการทำงานของรังไข่ไม่สมบูรณ์ เช่น ประจำเดือนครั้งแรกมาช้ากว่าเกณฑ์ปกติโดยทั่วไป หรือหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ รวมถึงกลุ่มที่ปวดประจำเดือนบ่อยๆ หญิงโสด เป็นหมัน แท้งลูกบ่อย ซึ่งสามารถเกิดได้ทุกวัยและหากอายุมากโอกาสก็มากตาม โดยส่วนใหญ่จะพบในสาววัยทอง วัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ง่าย และจะเป็นต่างชนิดตามอายุด้วย เช่น โรคมะเร็งรังไข่ชนิดเยื่อบุผิวจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออายุหลัง 40 ปี ช่วงอายุที่มีการเกิดโรคสูงจะอยู่ระหว่าง 50 – 60 ปี หลังอายุ 70 ปี ก็จะค่อยๆ ลดลง ซึ่งควรสังเกตอาการต่าง ๆ ของร่างกายเมื่อเข้าอายุที่มีความเสี่ยงสูง และควรตรวจร่างกายเป็นประจำด้วย เพื่อที่จะป้องกันอาการได้ตั้งแต่เริ่มต้น

[green_tick_3_list width=”100%”]

  • อาการที่น่าสงสัย

[/green_tick_3_list]

อาการที่น่าสงสัยซึ่งจะสังเกตได้และควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เช่น ปวดบวมที่ท้องต่อเนื่อง, ประจำเดือนผิดปกติ เช่น มีเลือดออกผิดปกติจากที่เคยเป็น หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือนแต่ยังมีประจำเดือน และอาการซูบผอมผิดปกติ ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกายที่สามารถตรวจพบได้ เช่น บริเวณท้องส่วนล่างทั้งข้างมีก้อนเนื้อ และก้อนนั้นอยู่กับที่ไม่เลื่อนไปมา มีอาการน้ำในท้องมาก และน้ำนั้นมีเลือดปน มีอาการเบื่ออาหาร ซูบผอมลง ไม่มีแรง อ่อนเพลียง่าย ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ในบางคนอาจไม่มีปรากฏให้เห็น หรือ เป็นๆ หายๆ ดังนั้นการพบแพทย์เมื่อเริ่มพบความผิดปกติเป็นการรักษาที่ดีที่สุด

[green_tick_3_list width=”100%”]

  • การรักษาและการตรวจ

[/green_tick_3_list]

การรักษาและการตรวจนั้น ปัจจุบันก้าวหน้าไปมากทำให้การตรวจพบทำได้อย่างรวดเร็วและการรักษาที่ได้ผล ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง และอาจหายขาดโดยไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก ซึ่งการตรวจนั้น สามารถอัลตราซาวด์ในบริเวณที่สงสัยได้ การเอ็กซเรย์ก็สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างชัดเจน รวมทั้งการตรวจ CT และการตรวจ MRI และสุดท้ายการตรวจชิ้นเนื้อ จะทำให้วินิจฉัยได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ส่วนการรักษานั้นสามารถทำได้ทั้งการผ่าตัด โดยตัดเฉพาะส่วนหรือตัดมดลูกทั้งหมด การให้ยาเคมีบำบัด และการฉายรังสี จะใช้ร่วมกับการผ่าตัดเพื่อระงับการลุกลาม และกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมดจากร่างกาย การรักษาแบบบาดแผลเล็ก ซึ่งเป็นวิวัฒนาการใหม่ที่ได้ผล เช่น การรักษาด้วยความเย็น หรือการฝังแร่ไอโอดีน ซึ่งสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้

 

เจาะลึกมะเร็งปากมดลูก ภัยเงียบคร่าชีวิตหญิงไทย

โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of cervix) เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนควรตื่นตัวและเตรียมวิธีป้องกันหรือตรวจหามะเร็งปากมดลูกในตัวเองกันได้แล้ว มาดูข้อมูลกันค่ะ

มะเร็ง เป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบแต่มีความน่ากลัวไม่น้อยเลยค่ะ มีหญิงไทยจำนวนไม่น้อยที่ถูกคร่าชีวิตเพราะ โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of cervix) หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ความจริงแล้วมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงทุกคนควรตื่นตัวและเตรียมหาวิธีป้องกันหรือตรวจหามะเร็งปากมดลูกในตัวเองกันได้แล้ว วันนี้เราจึงได้นำเอาข้อมูลแบบเจาะลึกมะเร็งปากมดลูก มาฝากสำหรับคนที่เริ่มรู้สึกตัวและต้องการหันมาดูแลสุขภาพของตนเองค่ะ แน่นอนว่าข้อมูลที่นำมาฝากกันนี้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างมาก ไม่แน่คุณอาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก โดยที่คุณไม่รู้ตัวอยู่ก็เป็นได้

มะเร็งปากมดลูก

มีผู้หญิงหลายคนที่มีความสงสัยว่าตนเอง หรือคนใกล้ชิดที่เรารู้จักนั้นเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไรกัน ในเมื่อคุณเองไม่ได้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันและไม่เคยมีความเสี่ยงมาก่อน ซึ่งหลายคนยังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนี้มีอะไรบ้าง [green_tick_3_list width=”100%”]

  • สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยง

[/green_tick_3_list] มาดูกันค่ะว่า สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มีอะไรบ้าง [green_plus_2_list width=”100%”]

  • 1. การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • 2. มีการคลอดบุตรหลายคน
  • 3. มีคู่นอนหลายคน หรือฝ่ายชายมีคู่นอนหลายคน
  • 4. พันธุกรรม
  • 5. ขาดสารอาหาร
  • 6. สูบบุหรี่
  • 7. มีสามีที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก

[/green_plus_2_list] ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกนั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะตรวจเช็คหรือตรวจสอบทั้งตัวของตนเองและสามีให้แน่ใจว่ามีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่ เพื่อสุขภาพของคุณเองค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปีจะพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด [green_tick_3_list width=”100%”]

มะเร็งปากมดลูก

  • อาการมีทั้งหมด 5 ระยะ

[/green_tick_3_list] อาการของโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นมีทั้งหมด 5 ระยะ ดังนี้ [green_plus_2_list width=”100%”]

  • ระยะที่ 0  คือระยะที่มะเร็งยังไม่มีการกระจายตัว อยู่ในช่วงการผ่าตัดเล็ก ที่ใช้ระยะเวลาในการทำเพียง 15 นาทีเท่านั้น
  • ระยะที่ 1  เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งอยู่ที่บริเวณปากมดลูก ในระยะนี้จะเป็นการผ่าตัดใหญ่
  • ระยะที่ 2  เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งเริ่มกระจายตัว แต่ยังไปได้ไม่ไกลมากนัก แต่ในระยะนี้ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ สิ่งที่ทำได้ในระยะนี้คือ การใช้วิธีการฉายแสงและการให้คีโม
  • ระยะที่ 3  เป็นระยะที่กระจายชิดเชิงกราน การรักษาจะเหมือนระยะที่ 2 แต่จะได้ผลเพียง 20-30 %
  • ระยะที่ 4  เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งกระจายทั่วร่างกาย ในระยะนี้เป็นระยะสุดท้าย ที่ทำได้เพียงรักษาตามอาการ โดยส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่เพียง 1-2 ปีเท่านั้นแล้วจะเสียชีวิต

[/green_plus_2_list] ทั้งหมดนี้คือข้อมูลเจาะลึกมะเร็งปากมดลูก ที่อยากจะให้ผู้หญิงไทยได้ศึกษา เพื่อพิจารณาสภาพร่างกายตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดกับตนเองหรือคนที่เรารักค่ะ

 

เจาะลึกมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคิเมีย Leukemia เกิดจากความปกติของการสร้างเม็ดเลือดภายในร่างกาย และเซลล์เม็ดเลือดมีความผิดปกติ ทำให้การสร้างเม็ดเลือกนั้นเปลี่ยนไป และจำนวนเม็ดเลือดที่ปกติลดลง

โรคเงียบที่น่ากลัวอีกโรคคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า ลูคิเมีย Leukemia ซึ่งเกิดจากความปกติของการสร้างเม็ดเลือดภายในร่างกาย และเซลล์เม็ดเลือดมีความผิดปกติ ทำให้การสร้างเม็ดเลือกนั้นเปลี่ยนไป และจำนวนเม็ดเลือดที่ปกติลดลง

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

[orange_tick_list width=”100%”]

  • สาเหตุที่แท้จริง

[/orange_tick_list]

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด แต่มีการวิจัยออกมาว่าเกิดจากโรคทางพันธุ์กรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม และการเจอสิ่งเร้าต่าง ๆ เช่น รังสี, สารเบนซิน และเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งการตรวจหาสาเหตุของโรคนี้นั้น แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้แน่ชัด นอกจากการวินิจฉัยตามอาการ และโรคนี้ถือเป็นอันดับต้น ๆ ของการตรวจพบในผู้ป่วยโรคมะเร็งจากทั่วโลก

[orange_tick_list width=”100%”]

  • อาการ

[/orange_tick_list]

อาการที่จะสื่อได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น จะแยกระหว่างเรื้อรัง และเฉียบพลัน คือ หากเกิดอาการแบบเฉียบพลันคือ เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด, ตัวซีด, อ่อนเพลียง่าย ๆ, มีเลือดออกง่าย เพราะเกล็ดเลือดต่ำ เห็นได้ชัดคือ เลือดออกตามไรฟัน, มีจ้ำเขียวตามร่างกาย, ประจำเดือนมากผิดปกติในผู้หญิง, ติดเชื้อโรคต่าง ๆ ง่าย, มีไข้บ่อย ๆ เพราะร่างกายไม่มีภูมิต้านทานเพราะเม็ดเลือดขาวน้อย

ส่วนอาการเรื้อรังนั้นจะไม่ปรากฏอาการแม้แต่การตรวจเลือดก็ยังไม่พบ เพราะเม็ดเลือดขาวยังมีมากอยู่ ซึ่งหากตรวจหาโรคนี้นั้น แพทย์มักจะเจอด้วยการคลำท้องด้านซ้าย หรือต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ ขาหนีบ โตผิดปรกติ และยังเจอที่ตับ ม้ามด้วย เพราะจะมีเม็ดเลือดขาวที่ปกติไปสะสมอยู่นั่นเอง

[orange_tick_list width=”100%”]

มะเร็งเม็ดเลือดขาว

  • การรักษา

[/orange_tick_list]

การรักษานั้น หากตรวจพบเร็วสามารถรักษาหายขาดได้ เพราะทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปมาก และมีตัวยาใหม่ ๆ รวมถึงวิธีการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ที่ดีขึ้น ทำให้การตรวจพบโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และพบอาการที่แน่ชัด และทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการรักษานั้น จะคล้าย ๆ กับการรักษาโรคมะเร็งทั่ว ๆ ไปที่เราทราบกันคือ การทำเคมีบำบัด โดยจะใช้ในผู้ป่วยชนิดเฉียบพลัน จะมีการให้เคมีจนอาการสงบ และจะให้ยาอีกครั้งเพื่อป้องกันการกลับมาของมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่ไม่สามารถทำให้หายไปหมด 100% เพราะการให้เคมีบำบัดมีผลต่อสเต็มเซลล์ในร่างกาย ดังนั้นหากตรวจพบหลังการให้เคมีบำบัดว่าเหลือเพียง 5% ทางการแพทย์จะถือว่าพอสำหรับการหยุดเคมีบำบัดแล้ว

ส่วนวิธีอื่นที่ทำกันคือ การปลูกถ่ายไขกระดูก ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยใช้ไขกระดูกของคนในครอบครัว เช่น พี่น้องที่พ่อแม่เดียวกัน เพราะจะมีลักษณะพันธุกรรมเดียวกัน จะช่วยให้หายขาดได้ และการให้ยาในกลุ่ม Tyrosine Kinase Inhibitor

ส่วนวิธีสำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรังคือ การใช้ยา โดยเฉพาะ ยาซีเอ็มแอล ซึ่งมีการวิจัยมาใหม่และพบว่าให้ผลการรักษาที่ดี เพราะสาเหตุของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเรื้อรังนั้น เกิดจากร่างกายมีความผิดปกติของโคโมโซมทำให้สร้างโปรตีนที่ผิดปกติออกมา และทำให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดที่ผิดปกติเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้น ยาซีเอ็มแอล จึงเกิดจากการวิจัยและทดลองจากสาเหตุนี้ เพื่อให้ไปยับยั้งการสร้างโปรตีนต้นเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้นการรักษาจึงทำให้หายขาดได้

ซึ่งอาการและปัจจัยของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ยังหาบทสรุปแท้จริงไม่ได้นั้น ทุกคนควรสังเกตอาการต่าง ๆ ของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติเข้าข่ายที่อธิบายไว้ ก็ควรพบแพทย์ และการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พบโรคได้เร็วขึ้น และรักษาได้ทันท่วงทีก่อนจะลามจนไม่สามารถรักษาได้

 

เจาะลึกโรคไข้เลือดออก ภัยร้ายที่ควรระวัง

โรคไข้เลือดออก (Dengue fever) จะมาพร้อมยุงลาย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่เป็นพาหะของ ไข้เลือดออก มาดูกันดีกว่าว่าสาเหตุ อาการ วิธีการรรักษา เป็นอย่างไรกันบ้าง

โรคไข้เลือดออก (Dengue fever) เป็นภัยร้ายที่ต้องระวัง เพราะโรคไข้เลือดออกจะมาพร้อมยุงลาย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก แต่ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือกลุ่มคนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งเป็นเด็กที่ไม่รู้และทราบถึงอันตรายของโรคไข้เลือดออกและมักไม่ค่อยระวังตัวเองจากยุงลาย เพราะฉะนั้นการอธิบายเรื่องราวและสาเหตุของการเกิดโรคไข้เลือดออกที่น่ากลัวนี้ให้กับเด็กๆได้เรียนรู้และเข้าใจ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้กับเด็กหรือบุตรหลายของเราได้นั่นเอง

แน่นอนว่าผู้ใหญ่บางคนอาจจะยังไม่ทราบถึงสาเหตุ อาการ การป้องกัน และวิธีการรักษาเบื้องต้น ของโรคไข้เลือดออกอย่างเข้าใจ วันนี้เราจึงได้นำเอาข้อมูลข่าวสารความรู้ดีๆเกี่ยวกับประเด็นเจาะลึกโรคไข้เลือดออกมาฝากกันค่ะ

โรคไข้เลือดออก

[orange_tick_list width=”100%”]

  • สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

[/orange_tick_list]

สาเหตุของโรคไข้เลือดที่เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วก็คือ ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะที่นำเชื้อโรคไข้เลือดออกมาสู่ร่างกายของมนุษย์เรา ดังนั้นการป้องกันตนเองเบื้องต้นให้พ้นจากโรคไข้เลือดออกนี้ก็คือ การระวังไม่ให้ยุงลายกัด หรือพยายามไม่อยู่ในที่มืดหรือใกล้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เชื้อไวรัสที่ทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกนี้คือ เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งความรุนแรงของอาการนั้นจะแตกต่างกันออกไป สำหรับผู้ใหญ่คนไหนที่คิดว่าคนใกล้ชิด, ญาติผู้ใหญ่ หรือบุตรหลานของท่านเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ สามารถที่จะสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

[orange_tick_list width=”100%”]

  • อาการของโรคไข้เลือดออก

[/orange_tick_list]

  1. มีไข้สูงผิดปกติ อาการไข้ขึ้นสูงผิดปกติมากถึง 39-40 องศา มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แต่ไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรือไอแต่อย่างใด ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ค่อยจะดีนัก ให้คุณสงสัยไว้ก่อนได้เลยว่าอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออกได้
  2. มีอาการเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน มีการถ่ายเป็นจุดดำๆหรือมีมูกเลือดติดออกมาด้วย
  3. ระบบไหลเวียนของเลือดผิดปกติ หรือมีอาการช็อก อาการนี้ต้องรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

อาการที่กล่าวมาข้างต้น คืออาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออก ที่ผู้ใกล้ชิดควรระวังและสังเกตอาการให้ดี

[orange_tick_list width=”100%”]

  • วิธีการรักษาผู้ป่วยไข้เลือดออก

[/orange_tick_list]

ทางด้านของวิธีการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดเบื้องต้นที่สงสัยหรือคาดว่าจะเป็น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาแอสไพริน เพราะจะทำให้อาการเลือดออกนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นทางที่ดีถ้าคาดว่าคนใกล้ชิดของคุณอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออกควรจะพาผู้ป่วยเข้าพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาโรคที่แท้จริงจะดีที่สุด เพราะโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องให้การรักษาอย่างถูกต้องมากที่สุด เพราะความรุนแรงของโรคอาจทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

สำหรับใครที่ไม่อยากให้คนใกล้ชิดหรือบุตรหลานของท่านเป็นโรคไข้เลือดออก ก็ควรมีการป้องกันด้วยการดูแลตนเองด้วยการระวังยุงกัด และควรดูแลสิ่งแวดล้อมรอบบ้าน โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดไป อย่างเช่น แจกัน ยางรถยนต์ อ่างเลี้ยงปลา เป็นต้น